ปราสาทศีขรภูมิ
อายุสมัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ และบูรณะปฏิสังขรณ์ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒ – ๒๓
กรมศิลปากร ได้ทำการขุดแต่งศึกษาบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์ปราสาทศีขรภูมิและประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตฌบราณสถานปราสาทศีขรภูมิในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๘ ตอนที่ ๑๐๒ วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๔ กำหนดพื้นที่โบราณสถานปราสาทศีขรภูมิ ประมาณ ๑๐ ไร่ ๒ งาน ๒๗ ตารางวา
รายละเอียด
ปราสาทศีขรภูมิ ก่อสร้างด้วยอิฐ หินทราย และศิลาแลง ประกอบด้วย ปราสาทอิฐ ๕ องค์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยมีปราสาทประธาน ๑ องค์อยู่ตรงกลาง และมีปราสาทบริวาร ๔ องค์ ล้อมอยู่ทั้ง ๔ ทิศ ทั้งหมดตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน และมีสระน้ำล้อมรอบเว้นทางเข้าด้านหน้าด้านหลัง
ปราสาทประธาน มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ไม่มีมุขยื่น มีประตูทางเข้า-ออกด้านทิศตะวันออกเพียงด้านเดียว ทับหลังแกะสลักจากหินทรายรูปศิวนาฏราชบนแท่น มีรูปหงส์แบก ๓ ตัวอยู่เหนือเศียรเกียรติมุข มีรูปพระคเณศ พระพรหม พระวิษณุ และพระอุมาอยู่ด้านล่าง ส่วนเสาประดับกรอบประตูสลักเป็นลายเทพธิดา ลายก้ามปู และรูปทวารบาล ส่วนบริเวณหน้าบันเป็นอิฐประดับลวดลายปูนปั้น
ปราสาทบริวาร มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม มีประตูทางเข้า-ออกด้านทิศตะวันออกด้านเดียว พบทับหลัง ๒ ชิ้น สลักด้วยหินทราย ชิ้นที่หนึ่งสลักเป็นภาพพระกฤษณะประลองกำลังกับช้างและคชสีห์ ชิ้นที่สองสลักเป็นภาพพระกฤษณะประลองกำลังกับคชสีห์ ส่วนปราสาทบริวารองค์ด้านหน้าขวาของปราสาทประธานพบจารึกหินทรายบนผนังกรอบประตู เป็นจารึกอักษรธรรมอีสาน ภาษาไทย-บาลี กล่าวถึงเรื่องราวของกลุ่มพระเถระผู้ใหญ่และท้ายพระยา ร่วมกันบูรณะปฏิสังขรณ์โบราณสถานแห่งนี้
ปราสาทศีขรภูมิ เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นเนื่องในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย และต่อมาคงมีการดัดแปลงให้เป็นวัดในพุทธศาสนา ตามที่มีหลักฐานการบูรณะปฏิสังขรณ์ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒ – ๒๓ ในสมัยอยุธยาตอนปลาย จากลักษณะลวดลายบนเสาประดับกรอบประตูและทับหลัง ปราสาทศีขรภูมิอยู่ในศิลปะขอมแบบบาปวน (พ.ศ.๑๕๖๐ – ๑๖๓๐) และแบบนครวัด (พ.ศ.๑๖๕๐ – ๑๗๒๐)
แต่ละปีจะจัดงานประเพณีสืบสานตำนานพันปีปราสาทศีขรภูมิ จะจัดอยู่ในช่วงเดือน พฤศจิกายน ของทุกปี โดยภายในงานมีการจัดกิจกรรมต่างๆ จำนวนมาก เช่น การจัดขบวนแห่วัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นโบราณ ทั้ง เขมร ลาว กูย จีน, พิธีบวงสรวงองค์ปราสาทศีขรภูมิ, การแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไหม เอกลักษณ์สุรินทร์ ชุด “สายใยไหมพลังแห่งน้ำ”, การแสดง “เรือศีขรภูมิ” อันวิจิตรตระการตา พร้อมชมการแสดงนิทรรศการวิถีชีวิตดั้งเดิม เขมร ลาว กูย และเลือกซื้อสินค้า ของดีศีขรภูมิ