ประเภท
ผ้าขาวม้าเป็นผ้าสารพัดประโยชน์ที่คนไทยใช้ในชีวิตประจำวันมาช้านาน ทั้งใช้นุ่งอาบน้ำ คาดเอว โพกศีรษะ ซับเหงื่อ ห่อของ เป็นต้น ผ้าขาวม้าส่วนมากมักทอเป็นลายตาราง
ประวัติความเป็นมา
ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชาวบ้านบ้านหนองเครือบุญ อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังคงสืบสานการทอผ้าขาวม้าไว้และได้จัดตั้งกลุ่มทอผ้าชุมชนขึ้น ในชื่อว่ากลุ่มทอผ้าบ้านหนองเครือบุญ ซึ่งงานทอผ้าได้กลายเป็นงานหัตกรรมที่ขึ้นชื่อของชุมชนแห่งนี้ด้วย โดยประวัติความเป็นมาของกลุ่มทอผ้าบ้านหนองเครือบุญ มีดังนี้ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ชาวลาวเวียงได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง ครั้นเมื่อเกิดสงครามโลก ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ขาดแคลนเครื่องนุ่งห่ม ชาวบ้านจึงคิดวิธีผลิตผ้าขึ้นใช้เอง โดยนำดอกฝ้ายมาปั่นเป็นเส้นด้าย นำมาถักทอเป็นผืนผ้า เรียกชื่อต่างๆ ตามลักษณะการใช้งาน เช่น ผ้าซิ่น ผ้าห่ม ผ้าขาวม้า นำผ้ามาตัดเย็บเป็นเครื่องนุ่งห่ม ต่อมามีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทอผ้า การทอผ้าด้วยมือมีความสำคัญลดน้อยลง ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับการทอผ้าด้วยมือก็เหลือน้อยลงไปด้วย และอาจจะสูญหายไปได้ทางราชการได้เห็นถึงความสำคัญของการทอผ้าด้วยมือ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน และยังเป็นการสร้างงานในท้องถิ่นได้ดีอีกด้วย จึงควรส่งเสริมและอนุรักษ์ไว้ ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ สำนักงานเกษตรอำเภอภาชี และสำนักงานพัฒนาชุมชน ได้เข้ามารวมกลุ่มแม่บ้านจัดตั้งเป็นกลุ่มทอผ้าไหมขึ้น ที่หมู่บ้านหนองเครือบุญ หมู่ที่ ๖ ตำบลหนองน้ำใส โดยได้ติดต่อประสานงานกับสำนักพระราชวังสวนจิตรลดา ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สำนักพระราชวังได้ส่งครูมาสอนการทอผ้าไหม จนสมาชิกของกลุ่มมีความรู้ ความสามารถในการทอผ้าไหมได้เป็นอย่างดี สมาชิกกลุ่มทอผ้าได้นำความรู้จากการทอผ้าไหมมาประยุกต์ใช้ในการทอผ้าขาวม้า การทอผ้าขาวม้าได้พัฒนาขึ้นตามลำดับ มีการคิดค้นลวดลายและสีสันของผ้าตามสมัยนิยม และตามความต้องการของลูกค้า ผ้าขาวม้านี้ จึงเป็นที่ยอมรับและรู้จักกันทั่วไป ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ จัดตั้งกลุ่มทอผ้าบ้านหนองเครือบุญ และ ปีพ.ศ. ๒๕๔๘ จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าบ้านหนองเครือบุญ
ลวดลาย
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าของกลุ่มทอผ้าขาวม้าบ้านหนองเครือบุญ มีทั้งผ้าผืนลายตารางหมากรุกแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นลวดลายที่นิยมของภาคกลาง นอกจากนี้ทางกลุ่มทอผ้าฯ ยังได้สร้างสรรค์ลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ นั่นคือ ลายน้ำไหล ซึ่งเกิดจากเทคนิคการมัดย้อมสีเส้นด้าย ก่อนนำไปทอผู้ทอจะใช้เชือกปอมัดด้ายให้ห่างกันประมาณ ๑.๕ – ๒ เซนติเมตร หรือตามความเหมาะสม นำด้ายที่มัดเสร็จแล้วไปย้อมเป็นสีต่างๆ แกะเชือกที่มัดออก ผึ่งให้แห้ง นำมาทอสลับกัน จะได้ลายผ้าเป็นริ้วคล้ายสายน้ำไหล
สี
สีดำ - ผลลูกเกลือ สีคราม - รากและใบของต้นคราม สีเขียว - เปลือกสมอ สีแดง - แก่นฝาง สีชมพู - ต้นฝาง สีส้มอิฐ - เปลือกประดู่ และสีเหลือง – แก่นขนุน
วัสดุที่ใช้
เส้นด้านจากฝ้าย
วิธีทำ
นำเส้นด้ายที่ย้อมแล้วมากรอใส่หลอด นำไปโว้นกับหลักเพื่อให้ได้จำนวนเส้นด้ายและความยาวตามที่ต้องการ เส้นด้ายที่โว้นแล้วนำไปม้วนเข้าลูม นำเส้นด้ายมาร้อยตะกอ (เขา) และฟันหวี (ฟืม) จนครบตามจำนวนเส้นด้ายที่กำหนดไว้ จากนั้นนำด้ายพุ่งที่เตรียมไว้ไปกรอใส่หลอดเล็กสำหรับใส่กระสวยเพื่อใช้ทอสืบเส้นด้ายยืนเข้ากับแกนม้วนด้ายยืน และร้อยปลายด้ายแต่ละเส้นเข้าในหูกแต่ละชุดและฟืม ดึงปลายเส้นด้ายยืนทั้งหมดม้วนเข้ากับแกนม้วนผ้าอีกด้านหนึ่ง ปรับความตึงหย่อนให้พอเหมาะ กรอด้ายเข้ากระสวยเพื่อใช้เป็นด้ายพุ่ง เริ่มการทอโดยกดเครื่องแยกหมู่หูก เส้นด้ายยืนชุดที่ ๑ จะถูกแยกออกและเกิดช่องว่างสอดกระสวยด้ายพุ่งผ่านสลับเขาหูกชุดที่ ๑ ยกเข้าชุดที่ ๒ สอดกระสวยด้ายพุ่งกลับสลับกันไปเรื่อยๆ การกระทบฟันฟืม เมื่อสอดกระสวยด้ายพุ่งกลับก็จะกระทบฟันฟืม เพื่อให้ด้ายพุ่งแน่นหนาติดกันได้เนื้อผ้าที่แน่นหนา เมื่อทอผ้าได้พอประมาณแล้วก็จะม้วนเก็บในแกนม้วนผ้า โดยผ่อนแกนด้ายยืนให้คลายออกและปรับความตึงหย่อนใหม่ให้พอเหมาะ ทอผ้าต่อไปเรื่อย ๆ จนหมดด้ายในเครือด้ายแล้วจึงทำการเก็บผ้าที่ทอเสร็จ ซึ่งในการทอผ้า ๑ เครือจะใช้เวลาโดยประมาณ ๑ สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความชำนาญในการทอผ้าและความขยันของผู้ทอ ในการท่อผ้าขาวม้าของกลุ่ม ๑ ผืน จะมีความกว้าง ๘๐ เซนติเมตร มีความยาว ๒๐๐ เซนติเมตร
คุณค่าและความหมาย
๑. คุณค่าทางวัฒนธรรม ผ้าขาวม้าเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกความเป็นไทย สะท้อนให้รู้สึกถึงเรื่องราว
ความเป็นอยู่ของมนุษย์ วิถีชีวิตของชนชาวไทยผ่านผ้าขาวม้า
๒. คุณค่าด้านเศรษฐกิจ ผ้าขาวม้ามีความสำคัญในฐานะทุนทางวัฒนธรรมที่นำมาสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงเศรษฐกิจ อันนำมาซึ่งรายได้ให้กับประเทศ โดยสามารถทอเป็นผืนผ้าขายสร้างรายได้ให้ชุมชน และมีการนำผ้าขาวม้ามาประยุกต์และสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น หมวก กระเป๋า พวงกุญแจ ของที่ระลึก เป็นต้น ซึ่งเป็นการต่อยอดโดยการนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม
๓. คุณค่าด้านสังคม งานทอผ้าขาวม้า ช่วยส่งเสริมให้แม่บ้าน เกษตรกรได้รวมกลุ่มกัน เกิดการพัฒนางาน พัฒนาตนเอง
๔. คุณค่าด้านการศึกษา กลุ่มทอผ้าขาวม้าบ้านหนองเครือบุญ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญแห่งหนึ่งมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุน เข้ามาเยี่ยมชมศึกษาดูงานอยู่เสมอ สมาชิกกลุ่มได้นำผลิตภัณฑ์ไปเผยแพร่ และจำหน่ายตามงานต่าง ๆ ทำให้เป็นที่รู้จักกันทั่วไป